The Pursuit of Happyness ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้
เขียนโดย หนานมูน | เมื่อ 21 เมษายน 2551 | พิมพ์บทความนี้
เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้ดูหนังวีซีดีเรื่อง The Pursuit of Happyness หรือในชื่อไทยว่า “ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้”
เป็นเรื่องราวที่สร้างจากชีวิตจริง ของ คริส การ์ดเนอร์ (วิลล์ สมิธ) คุณพ่อวัย 28 ปี และลูกชายของเขา คริสโตเฟอร์ (จาเดน คริสโตเฟอร์ ไซร์ สมิธ) ผู้ร่วมฝ่าฟันมรสุมต่างๆในชีวิตเพื่อแสวงหาความหมายของคำว่า ความสุขที่แท้จริง
คริสเป็นเพียงเซลส์แมนที่หวังรวยทางลัดจากการขายเครื่องมือแพทย์ แต่เขาก็พบว่ามันไม่ได้ขายง่ายอย่างที่คิด ทำให้คริสและครอบครัวมีปัญหาด้านการเงิน จนภรรยาของคริส ผู้ที่ต้องแบกรับค่าใช่จ่ายทั้งหมด เกิดหมดความอดทนและต้องการจะหย่าร้่่างกับเขา พร้อมทั้งจะนำลูกของทั้งสองไปเลี้ยง แต่ด้วยความรักลูก คริสจึงไม่ยอมให้ลูกไปอยู่กับภรรยาและอาสาจะเลี้ยงลูกตัวเอง ทำให้ภรรยาของคริสจากไป โดยทิ้งทั้งสองคนให้อยู่ตามลำพัง
คริสได้มาำพบกับโบรกเกอร์ขายหุ้นชื่อ เจย์ ผู้เห็นความเป็นอัจฉริยะที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา ทำให้คริสได้พบกับแสงแห่งความหวังครั้งใหม่ในชีวิตด้วยการสมัครเป็นโบรกเกอร์ แต่ก็ยังไม่วายที่จะพบกับอุปสรรคมากมายที่มาคอยขัดขวางเขา เช่น ถูกยึดบ้าน ถูกธนาคารอายัดเงินในบัญชี ถูกจับข้อหาไม่จ่ายค่าปรับจอดรถ ถูกขโมยของถึงสองครั้ง อีกทั้งคริสจะต้องถูกอบรมก่อนจะได้สอบเป็นโบรกเกอร์ตัวจริงถึง 6 เดือน และมีเพียง 1 ใน 20 คนเท่านั้นที่จะได้เป็น!
6 เดือนที่คริสกับลูกชายต้องอยู่ท่ามกลางความอดอยาก ไร้ที่อยู่ และเป็น 6 เดือนที่คริสต้องทุ่มเทพยายามเพื่อเป็น 1 ใน 20 ของผู้ที่ได้รับเลือก แต่คริสไม่เคยท้อแท้ เขาใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า ในหนึ่งวันคริสต้องไปอบรมการเป็นโบรกเกอร์ ไปออกขายเครื่องมือแพทย์ ไปรับลูกชายจากสถานรับเลี้ยง และออกหาที่อยู่ใหม่ ตกดึกเขาก็ต้องอ่านหนังสือ จนแำทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่ทุกสิ่ง เขาทำเพื่อลูกชายที่เขารัก และลูกชายของเขาก็เคารพรักพ่อของเขาอย่างสุดหัวใจ
ฉากประทับใจฉากหนึ่งของช่วงนี้คือ ขณะที่คริสกำลังกล่อมลูกนอน ลูกชายได้พูดประโยคหนึ่งกับเขาว่า “You’re the great pappy” ซึ่งแปลว่า “พ่อเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมที่สุด” นั่นคงเป็นเพราะ ไม่มีพ่อคนใดที่จะทุ่มเท และให้ความรักกับเขาได้มากเท่าพ่อของเขานั่นเอง
ในตอนสุดท้ายคริสก็ได้พบว่า 6 เดือนของเขาไม่ได้สูญเปล่า จากที่เขาเคยเปรียบตัวเองเป็นดั่งคนที่มีความทุกข์ท่ามกลางหมู่คนที่มีความสุข บัดนี้ เขาได้ค้นพบแล้วว่าความสุขที่แท้จริงคือความพยายาม และ การเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ อันนี้ผมขอไม่อธิบายหมดนะครับ ต้องไปติดตามต่อจากในซีดีภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness กันเอาเองละกันครับ
ก่อนจะจากกันวันนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่กำลังท้อแท้กับชีวิต ไม่ว่าเรื่องงาน หรือความรัก ถ้าคุณได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะพบว่าความทุกข์ของคุณนั้นอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของความทุกข์ของใครอีกหลายคน ซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนมันได้ หากคุณเรียนรู้ที่จะยอมรับ อดทน และเดินก้าวผ่านมัน คุณจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง ![]()






~ก้ออยากดูจันทร์เอ๋ยจันทร็เจ้าคับน่ากลัวมากกกก….เลย